สมัครบาคาร่า ts911

อิซาเบลิโน่ กราดิน” : แข้งผิวสีอุรุกวัยแรงบันดาลใจความเท่าเทียมในอเมริกาใต้

04/05/2019 ts911hklen 92 views

อิซาเบลิโน่ กราดิน" : แข้งผิวสีอุรุกวัยแรงบันดาลใจความเท่าเทียมในอเมริกาใต้

อิซาเบลิโน่

ผลงานที่โดดเด่นในโคปา อเมริกา ได้ปลุกกระแสความเท่าเทียมกันในละตินอเมริกาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากปลายสตั๊ดของแข้งผิวสีผู้นี้

รอบเตียงคนไข้ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย ในวันที่ 17 ธันวาคม 1944 ถูกรายล้อมไปด้วย ไฮโลออนไลน์ ts911 กลุ่มเด็กหนุ่มจากสโมสรเปนญารอล หลังทีมเพิ่งจะร่วมคว้าแชมป์ลีกอุรุกวัยสมัยที่ 15 มากที่สุดของประเทศ

พวกเขาเดินทางมาเยี่ยม อิซาเบลิโน กราดิน อดีตตำนานของสโมสร และทีมชาติอุรุกวัย และอุทิศชัยชนะครั้งนี้ให้แก่เขา สีหน้าของเขาวันนั้นสดใสกว่าที่เคย และดูมีชีวิตชีวามากขึ้น แม้ว่าร่างกายจะทรุดโทรมไปมากจากความเจ็บป่วยจากความยากจนในช่วงท้ายๆของชีวิต 21 ธันวาคม 1944 หรือ 4 วันหลังจากนั้น กราดิน ก็จากไปอย่างสงบ ทิ้งตำนานที่ไม่มีวันลืมไว้เบื้องหลัง และนี่คือเรื่องราวของเขา

ย้อนกลับไปในปี 1897 เด็กชายกราดิน ถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวชนชั้นแรงงานในกรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เขาเป็นลูกหลานของชาวแอฟริกัน ปู่ของเขาคือส่วนหนึ่งของการค้าทาสแอฟริกัน ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาใช้แรงงานในอเมริกาใต้ในยุคบุกเบิก

ในยุคนั้นได้เริ่มมีการเผยแพร่กีฬาฟุตบอลให้แก่ผู้คนในละตินอเมริกาแล้ว มันกำลังได้รับความนิยมในภูมิภาคนั้น แต่ชนชั้นนำในหลายประเทศพยายามยับยั้งการแพร่ขยายของมันสู่ชนชั้นล่างของสังคม อีกทั้งยังจำกัดสิทธิ์ด้วยการเลือกนักเตะสู่ทีมชาติโดยพิจารณาจากพื้นหลังทางสังคมด้วย

แต่ไม่ใช่สำหรับอุรุกวัย ประเทศที่ถือว่ามีความก้าวหน้าทางสังคมมากที่สุดของอเมริกาใต้ในยุคนั้น พวกเขาเป็นประเทศแรกของโลกที่ก่อตั้งระบบรัฐสวัสดิการ รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบการศึกษา และอุดหนุนเงินลงทุนในด้านนี้ ต่างจากเพื่อนร่วมทวีป

นโยบายของรัฐทำให้เกิดการขยายตัวทางฟุตบอล เช่นเดียวกับชนชั้นทางสังคมถูกทำลายลง อย่างน้อยก็ในการแข่งขันฟุตบอล นักเตะถูกเรียกติดทีมชาติจากความสามารถล้วนๆ โดยไม่คำนึงถึงพื้นหลังทางสังคม ไม่ว่าจะยากดีมีจน ผิวขาวหรือผิวสีล้วนมีโอกาสด้วยกันทั้งสิ้น

“ในช่วงต้องของปลายศตวรรษอุรุกวัยได้นำระบบรัฐสวัสดิการมาใช้เป็นประเทศแรกของโลก และใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากต่อการศึกษา สิ่งนี้ทำให้ฟุตบอลย้ายจากกลุ่มชนชั้นนำไปสู่ผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาจากอิตาลีและสเปน รวมไปถึงลูกหลานของชาวแอฟริกัน ที่บรรพบุรุษของพวกเขาถูกส่งไปทั่วมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อทำงานหนักในฐานะทาส” ทิม วิคกี อธิบายในบทความ Music meets football in South America

กราดิน ก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบฟุตบอล เขาฝึกฝนทักษะด้วยตัวเองจากการเล่นฟุตบอลในสนามรกร้าง หรือพื้นที่แคบๆ บริเวณท่าเรือ สถานที่ที่จำกัดเหล่านี้บ่มเพาะฝีเท้าของเขาให้โดดเด่น

จนอายุ 18 อิซาเบลิโน่ กราดิน ก็เข้าสู่วงการฟุตบอลเป็นครั้งแรก หลังได้ร่วมทีม เปนญารอล ทีมที่มีฐานที่มั่นอยู่บริเวณชานเมืองมอนเตวิเดโอในปี 1915 และได้ลงสนามให้กับทีมทันทีในปีแรกที่มาถึง

ด้วยฝีเท้าที่ยอดเยี่ยมทำให้ กราดิน ถูกเรียกติดทีมชาติในปีเดียวกัน ก่อนจะมีชื่อเป็นหนึ่งในขุนพลสู้ศึกโคปา อเมริกา 1916 การแข่งขันชิงแชมป์ระดับทวีปอย่างเป็นทางการครั้งแรกที่อาร์เจนตินา และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานอุรุกวัย

ในช่วงวัยเดียวกันฝีเท้าของกราดินดูจะแข็งแกร่งเกินไว เขามีทักษะที่แพรวพราว เท้าซ้ายอันทรงพลัง และสปีดที่ว่องไว เขาถูกเรียกติดทีมชาติครั้งแรกในปี 1915 ในเกมอุ่นเครื่องกับอาร์เจนตินา ก่อนที่ปีต่อมาเขาจะมีโอกาสได้ลงแข่งฟุตบอลรายการระดับนานาชาติเป็นครั้งแรก ในโคปา อเมริกา 1916 ที่อาร์เจนตินา

การแข่งขันครั้งแรกของทัวร์นาเมนต์เมื่อปี 1916 ถูกจัดขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศอิสรภาพของอาร์เจนตินา โดยมี 4 ทีมร่วมชิงชัยคือเจ้าภาพ อาร์เจนตินา อุรุกวัย บราซิล และชิลี และแข่งขันแบบพบกันหมดหาทีมที่มีคะแนนมากที่สุด

อิซาเบลิโน่

อุรุกวัย ประเดิมสนามด้วยการพบกับชิลี กราดินถูกส่งลงสนามทันทีในเกมแรก และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ซัดคนเดียว 2 ประตูช่วยให้บ้านเกิดถล่มทีมฝั่งทะเลแปซิฟิคไปอย่างขาดลอย 4-0

นอกเหนือจากประตูที่ทำได้และชัยชนะของทีม กราดิน ยังได้สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่ เมื่อเขากลายเป็นนักเตะผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์ระดับนานาชาติ เช่นเดียวกับ ฮวน เดลกาโด แข้งผิวสีอีกคนของอุรุกวัย

อย่างไรก็ดี เขากลับถูกเหยียดผิวจากคู่แข่ง เมื่อชิลีประท้วงว่าอุรุกวัยใช้ทาสแอฟริกาลงเล่น และมุ่งเป้าไปที่ คาสิโนออนไลน์ กราดิน และ เดลกาโด แม้ท้ายที่สุดคำร้องของพวกเขาจะถูกตีตก แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมอเมริกาใต้ชาติอื่น ยังคงไม่ยอมรับความเท่าเทียมกัน

อุรุกวัย ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในอีก 2 นัดที่เหลือ พวกเขาปราบบราซิล 2-1 และเสมอกับอาร์เจนตินา 0-0 ในนัดสุดท้าย คว้าแชมป์ของการแข่งขันครั้งแรกได้สำเร็จ และเป็นจุดเริ่มต้นความยิ่งใหญ่ในโลกลูกหนังของทีม “จอมโหด” (ที่ต่อมาคว้าแชมป์โลกในการแข่งขันครั้งแรกในปี 1930) ในขณะที่กราดิน รั้งตำแหน่งดาวยิงสูงสุดของทัวร์นาเมนต์ ด้วยผลงาน 3 ประตูจาก 3 นัด

ปีต่อมา กราดิน ยังคงมีชื่อติดทีมชาติอุรุกวัย ในโคปา อเมริกา 1917 (ในสมัยก่อนการแข่งขันจะแข่งเป็นประจำทุกปี ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็น 2 ปีครั้งตั้งแต่ปี 1927 และ 4 ปีครั้งตั้งแต่ปี 1959) แต่ไม่ได้รับโอกาสลงสนาม ซึ่งท้ายที่สุดทีมสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในนามสโมสร ที่ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีได้สำเร็จ ก่อนที่โคปา อเมริกา ครั้งต่อมาจะมีส่วนสำคัญที่ทำให้กราดินได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษ

จากผลดังกล่าวทำให้เปนญารอล และ เซ็นทรัล อีกหนึ่งทีมที่ไปลงเตะกับทีมที่ผิดกฎถูกตัดออกจากการเป็นสมาชิกสมาคมฟุตบอลอุรุกวัย และไม่มีสิทธิ์ลงแข่งในลีกของสมาคมฯ ทำให้พวกเขาตัดสินใจก่อตั้งสมาคมฟุตบอลของตัวเองที่ชื่อว่า Federacion Uruguaya de Football (FUF) และสร้างลีกของตัวเองเพื่อลงแข่ง โดยมีทีมร่วมชิงชัยนับ 10 ทีม

ในตอนที่นักเตะเปนญารอล ไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล หลังจากคว้าแชมป์ ในปี 1944 ร่างกายและจิตใจของเขาย่ำแย่เต็มทีแล้ว นักฟุตบอลที่เคยทำให้กองหลังคู่แข่งหวั่นเกรงกำลังต่อสู้กับความตายทั้งที่อายุเพียงแค่ 47 ปี

กราดิน จากไปอย่างสงบในอีก 4 วันต่อมาหลังจากนักเตะเปนญารอลไปเยี่ยม และต้องรอถึง 65 ปีกว่าที่ชาวอุรุกวัยจะระลึกถึงเขา หลังรัฐบาลเมืองมอนเตวิเดโอ นำชื่อเขาไปตั้งในจตุรัสของเมือง

Spread the love
Tags : , , , ,
แสดงความคิดเห็น