สมัครบาคาร่า ts911

หลิน ตัน : เส้นทางจักรพรรดิคอร์ทแบด

22/08/2019 ts911hklen 149 views

หลิน ตัน : เส้นทางจักรพรรดิคอร์ทแบด

"ผมไม่ใช่อัจฉริยะ ผมแค่โชคดีที่สามารถตระหนักได้ว่าความฝันของผมคืออะไร และผมทำงานหนักเพื่อมันเสมอ" หลิน ตัน กล่าว

หลิน ตัน

นี่คือเรื่องราวอันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ "ซูเปอร์แดน" คือหนึ่งในใต้หล้า มันคือวันที่ผู้เป็นแม่ของเขาส่งลูกชายสุดที่รักให้เข้าไปเป็นหนึ่งในโครงการฝึกความเป็นเลิศ สร้างนักกีฬาชั้นยอดของกองทัพจีน ภายใต้กฎเกณฑ์แบบทหาร "หลิน ตัน" ในวัยเด็กต้องเจอกับอะไรบ้าง และคนที่ต้องเสียสละมากกว่าอย่างแม่ของเขานั้นต้องแลกกับอะไร กว่าที่ลูกชายจะได้เป็นเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก

เกา ซิวหยู ผู้เป็นแม่ เป็นผู้ที่อยู่ดูแลลูกของคุณอย่างใกล้ชิด ในตอนที่คลอด หลิน ตัน คุณออกมาเป็นแม่บ้านเต็มเวลาแล้วก็เพียรพยายามฝึกหัดให้ หลิน ตันเล่นเปียโนตามทางของบิดาและก็แม่ แต่ทว่าเมื่อเด็กน้อยโตขึ้นและก็ได้ทดลองถือแร็กเก็ตแบดมินตันมาหวดมอง เขากลับได้มาพบว่านี่นั่นแหละที่เป็นสิ่งที่ทำให้เขาบันเทิงใจมากยิ่งกว่าการเป็นนักเล่นดนตรี

แม่ของ หลิน ตัน มิได้บังคับหรือเลือกทางให้ลูกของคุณเดิน คุณปลดปล่อยให้ หลิน ตันทำความเข้าใจทั้งคู่สิ่งไปพร้อมเพียงกัน แม้กระนั้นเมื่อเด็กน้อยโตขึ้น กลับยิ่งโชว์ด้านการเล่นแบดมินตันที่สะดุดตา เขาตัวสูง รวดเร็วทันใจ แล้วก็มีการตกลงใจที่ดีมากยิ่งกว่าเด็กรุ่นเดียวกันอย่างชัดเจน รวมทั้งเมื่อนั้นกองทัพจีนก็ยื่นข้อเสนอให้กับผู้เป็นแม่แล้วก็กล่าวว่า "พวกเราจะมีผลให้ลูกของคุณเป็นแชมป์โลก"

"ผู้ฝึกสอนมาบอกฉันว่า หลิน ตันเป็นเด็กที่มีความรู้ความเข้าใจสะดุดตามากมาย การปลดปล่อยให้เขาอยู่ในหมู่บ้านนี้ดูท่าจะเกิดเรื่องที่พลาดโอกาสแล้วก็เสียเวล่ำเวลา พวกเขาพูดว่าจะให้ลูกย้ายไปเป็นนักกีฬาเยาวชนในสังกัดของกองกองทัพตั้งแต่อายุเพียงแค่ 9 ขวบ" เกา ซิวหยู ย้อนความพร้อมเพรียงๆกับเปิดรูปภาพของ หลิน ตันในวัยเด็กที่ละไมด้วยรอยยิ้ม

อย่างไรก็ดีถ้าเกิดย้อนกลับไปขณะนั้น เกา ซิวหยู จำเป็นต้องเครียดหนักกับข้อแนะนำของกองกองทัพในชื่อ "People's Liberation Army Sports Team" ด้วยเหตุว่าลูกเป็นทุกๆอย่างของคุณ การส่งลูกชายที่เป็นความหวังของเครือญาติไปสู่การดูแลของคนที่ไม่รู้จักเป็นสิ่งที่ทำใจยาก และก็ที่ใครๆก็รู้กัน เป็นความเข้มข้นในแคมป์เก็บเนื้อเก็บตัวนักกีฬาของกองกองทัพมีสูงมากมาย พวกเขาจะฝึกหัดเด็กๆหนักดังฝึกฝนคนแก่ รวมทั้งยังมีระบบระเบียบเลือกออกแบบไม่ขอคืนดีคนไหนกันแน่แม้เด็กผู้ใดกันแน่ทำไม่ได้ตามมาตรฐานที่วางไว้

รัฐบาลจีนเริ่มมีนโยบายเรื่องความเป็นดีเลิศทางกีฬาภายหลังการแข่งขันชิงชัยโอลิมปิก 1988 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ พวกเขาให้งบประมาณส่งเสริมการฝึกหัดเยาวชนระดับหัวกะทิทั้งประเทศกว่า 30,000 คน รวมแล้วเป็นเงินหลายร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้างนักกีฬาสุดยอดทั้งยัง กรีฑา, ยิมนาสติก, ว่าย รวมทั้ง แบดมินตัน มายาวนานยาวนานหลายปี รวมทั้งโน่นเป็นเหตุผลที่ว่าเพราะอะไร จีน ก็เลยเปลี่ยนเป็นชาติที่ได้เหรียญรางวัลสำหรับเพื่อการแข่งโอลิมปิกเป็นลำดับหนึ่งตลอดมา ถ้ามีนักกีฬาคนไหนกันที่เดินไปถึงจุดที่คว้าเหรียญทองได้ พวกเขาจะได้รับเกียรติ, เกียรติศักดิ์ และก็ทรัพย์สินกลับมาให้ครอบครัวแบบคุ้มกับตอนที่สูญเสียไป

โดยเด็กที่ยอมเอื้อเฟื้อตนเองจะได้ศึกษากับผู้ชำนาญในแต่ละด้าน นอกเหนือจากทางเทคนิคของกีฬาแต่ละจำพวกแล้ว พวกเขาต้องทดลองและก็ทำความเข้าใจกับผู้ฝึกสอนต่างประเทศ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา รวมทั้งการบังคับให้เป็นผู้ที่มีภาวะจิตใจอดทนผ่านผู้ฝึกสอนจิตวิทยาระดับมือโปรอีกด้วย

การช่วยสนับสนุนประเด็นนี้ยังทำมาโดยตลอด ปัจจุบันนี้มีสถานศึกษากีฬาภายใต้การจัดการของรัฐบาลจีนมากยิ่งกว่า 3,000 ที่ทั่วราชอาณาจักร ซึ่งทุกสถานศึกษามีเป้าหมายเดียวกันเป็นผลิตนักกีฬาเพื่อเข้าแข่งขันโอลิมปิกให้ได้ โดยภายหลังจากปรับปรุงโครงงานถัดไปเรื่อยตอนนี้มีเยาวชนลงทะเบียนในหลักสูตรดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นมากยิ่งกว่า 400,000 คน

"มันดีมากมายที่พวกเราจะค้นหาเด็กที่มีสมรรถนะในด้านกีฬา มันเป็นเรื่องซึ่งสามารถรองรับความต้องการของประเทศให้เจอควาเสร็จได้ในช่วงเวลาที่รวดเร็วทันใจ" หวู ยี่กาง ศ.จ.ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ บอกกับ Washington Post ก่อนเขาจะจบท้ายเป็นนัยๆว่าแม้ว่าจะเป็นแผนการที่ดี แม้กระนั้นก็บางทีก็อาจจะไม่ใช่โครงงานที่ใครๆสามารถยอมรับได้ทั้งผอง

"ในทางตรงกันข้าม การฝึกอบรมนักกีฬาในจีนนับว่าเป็นปัญหา แต่ละสถานศึกษาย้ำการฝึกฝนความเป็นยอดเยี่ยมเพียงอย่างเดียวกระทั่งหลงๆลืมๆหลายสิ่งที่เด็กอยากได้ไป ... โน่นเป็นมุมด้านศีลธรรมที่มีต่อเด็กๆพวกนั้น"

มั่นใจว่าหลายท่านคงจะเคยได้เห็นภาพการฝึกฝนของเด็กๆภายใต้การดูแลของรัฐบาลรวมทั้งกองทัพจีนมาบ้างแล้ว โดยยิ่งไปกว่านั้นกีฬาอย่าง ยิมนาสติก ที่เด็กบางบุคคลสามารถบิดตัวได้เหมือนกับไม่มีกระดูก และก็ที่สำคัญ มีหลายรูปหลายภาพที่พวกเราได้มองเห็นน้ำตาของเด็กๆพวกนี้

"มากยิ่งเกินกว่าเด็กธรรมดาจะยอมรับได้" กับ "อนาคตอันแจ่มใสที่รออยู่ของหลิน ตัน" โน่นเป็นสิ่งที่ เกา ซิวหยู จะต้องเลือกรวมทั้งวางเดิมพันสำหรับลูกชายคนโปรดของคุณคนนี้

หลิน ตัน

แม้กระนั้น คำบอกเล่าของ หลิน ตันที่กล่าวว่า "แม่ขอรับ แม้กระนั้นผมนึกถึงแม่นะ" ก็ทำให้จิตใจคุณสิ้นแรง และก็เกือบจะเผลอมีความคิดว่าการตัดสินใจของตนเองเป็นสิ่งที่ไม่ถูก อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อตกปากรับคำไปแล้ว มีแต่ว่าสู้แค่นั้นลำดับที่สองแม่ลูกจะทำเป็น

"ฉันบอก ตัน ว่า 'ช่างเถอะลูก เอาไว้แม่จะไปเยี่ยมหนูเสมอๆนะ' แน่ๆฉันจำเป็นต้องพูดเท็จเขาบ้าง เพื่อเขาสารภาพกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อแต่นี้ไปได้" ผู้เป็นแม่เห็นด้วยทั้งยังน้ำตา คุณโป้ปดมดเท็จลูกชายเนื่องจากว่าปวดเมื่อยกลูกชายให้ศูนย์ฝึกหัดแล้ว หลิน ตันจำเป็นจะต้องเชื่อฟังคนฝึกที่อยู่ด้านใน และก็การไปเลิศไม่ใช่สิ่งที่จะทำกันได้อย่างง่ายๆที่คิดจะไปก็ไปได้อย่างที่คุณบอกกับเขา

หลิน ตันในวัย 9 ขวบแพ็คกระเป๋ารวมทั้งเดินทางไปสู่แคมป์ผู้เดียว เดี๋ยวนี้เขาเป็นโภคทรัพย์ของชาติแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ดีว่าท้ายที่สุดแล้วฝันการเป็นนักแบดชั้น 1 ของโลกจะเป็นจริงไหม แต่ว่าเขาทราบดีว่าจำเป็นจะต้องสู้ให้ถึงที่สุด เมื่อเห็นภาพในตอนโบกไม้โบกมือลาที่แม่ของเขาส่งยิ้มให้อีกทั้งน้ำตาเหมือนกับจะบอกให้เขาทราบว่า "ทรหดอดทนเข้าไว้นะลูก"

แม้ว่าจะเป็นเด็กติดแม่ แม้กระนั้นเมื่อลงไปยืนในสนามสำหรับเพื่อการแข่งขัน หลิน ตันจะแปลงเป็นคนละคน เขาทนได้กับคำกล่าวสอนที่มาในลักษณะของคำประณามทอ แล้วก็ผ่านไปได้สบายๆกับการฝึกฝนร่างกายที่เอาจริงเอาจังแบบที่ไม่เคยพบ แม้กระนั้นสิ่งหนึ่งที่เขาแทบทนไม่ไหวเลยเป็นตลอด 1 อาทิตย์แรก เมื่อใดก็ตามหัวถึงหมอนรวมทั้งล้มตัวนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อยล้า ไม่มีคืนใดเลยที่เขาจะไม่นึกถึงแม่

"ผมต้องหากระดาษมาเขียนจดหมายถึงแม่แทบทุกคืน หวังในใจเสมอว่าขอให้แม่รีบมารับผมกลับไปอยู่บ้าน" หลิน ตันเล่าถึงเรื่องในอดีตที่เขาต้องหาทางระบายความรู้สึก เพราะเหตุว่าทางศูนย์ฝึกฝนให้โอกาสให้เด็กๆได้คุยกับผู้ดูแลผ่านโทรศัพท์แค่นั้น แม้ว่าจะมองเหี้ยมโหดแม้กระนั้นโน่นเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของการเป็นมือโปร

"ฉันโทรศัพท์หา ตัน ได้อาทิตย์ละครั้ง" เกา ซิวหยู เห็นด้วยว่าเป็นตอนๆในช่วงเวลาที่ทุกข์ยาก ไม่ใช่เฉพาะลูกชายที่กำลังสู้เพื่อฝันอยู่เพียงแค่นั้น แม้กระทั้งคนรอคอยอย่างคุณเองก็ไม่ได้แตกต่างกัน ด้วยเหตุดังกล่าว 1 ครั้งต่ออาทิตย์ก็เลยเป็นช่วงๆขณะที่ทั้งคู่แม่ลูกทราบว่าพวกเขานึกถึงกันแค่ไหน

"เพียงแค่แม่รับโทรศัพท์แล้วพูดว่าฮัลโหล ... เท่านั้นเองความรู้สึกของผมก็พรั่งออกมาจนถึงผมเก็บมันไว้มิได้ ผมคุยกับแม่ได้เพียงแค่ไม่กี่ประโยค ต่อไปแทนที่พวกเราจะคุยกันแปลงเป็นผมร้องไห้ให้แม่ฟัง รวมทั้งเสียงที่ตอบกลับมาจากแม่ก็ไม่ต่างอะไรกัน ... แม่ก็ร้องไห้ไปพร้อมๆผมเยล" หลิน ตันเล่าเรื่องในอดีต

"ครั้งใดก็ตามคุยกับตันในระยะแรกๆฉันทราบเสมอว่าเขาร้องไห้ ด้วยเหตุว่าเสียงของเขาสั่นคลอนตลอด ฉันเองก็ไม่มีความแตกต่างกันนักหรอกแต่ว่าเขาแปรไปมากมายในตอน 6 เดือนให้ข้างหลัง ผู้ฝึกสอนพูดว่าเขาเป็นนักกีฬาที่ดีเลิศๆ" สิ่งที่แม่เล่ามาแทบจะไม่ต้องมีคำพรรณนาเพิ่มอีก ทั้งยัง 2 คนจำต้องพบกับตอนเริ่มที่ลำบาก ตราบจนกระทั่ง 6 เดือนถัดมา ทุกสิ่งดีแล้วขึ้นเรื่อยเป็นลำดับ หลิน ตันเปลี่ยนเป็นเด็กแถวหน้าของสถานที่เรียน แล้วก็เขาก็ฟูมฟายนึกถึงแม่ คิดถึงบ้านลดน้อยลง

นี่เป็นตอนที่เป็นโหมดซ้อมเต็มต้นแบบ ถ้าเกิดจะถามคำถามว่า หลิน ตันสู้เพียงใด ก็อาจจำต้องกล่าวว่าเขาสู้เพียงแค่ตายนั่นแหละ เขาเป็นเด็กที่บอกตนเองเสมอว่า "พวกเรายังไม่เก่ง" ด้วยเหตุนั้นเขาก็เลยทุ่มเทกับการซ้อมมากมายจนถึงทุกคนมองเห็นความก้าวหน้าที่สะดุดตาขึ้นเรื่อย

แม้กระนั้นสไตล์การเล่นของ หลิน ตันถูกเรียกว่าอัจฉริยะ ในขณะที่เขาพีคที่สุดแทบจะไม่มีผู้ใดประมือกับเขาได้ไม่ยากชัยสบายๆเกิดขึ้นเสมอ นอกเหนือจากนี้เขายังเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ตัวบิดา เขามักจะทำให้แฟนคลับตื่นเต้นด้วยแอ็คชั่นงามๆอย่างการพุ่งไปรับลูกตบ จนได้รับสมญานามว่า TSOK ที่สุดของเว็บไซท์การพนันออนไลน์ในปี 2019-2020 และก็สื่อทั่วทั้งโลกสารภาพว่านี่เป็นความรู้ความเข้าใจในระดับอัจฉริยะชัดๆ

"ผมไม่ใช่อัจฉริยะ" นี่เป็นคำตอบกับสื่อแบบเฉยของ หลิน ตันก่อนที่จะขยายความว่า "อัจฉริยะไม่มีจริง ไม่ว่าผมหรือนักแบดจากจีนผู้อื่นเรามาถึงจุดนี้ได้ไพเราะพวกเราฝึกกันหนักมากมาย พวกเราผ่านการฝึกซ้อมมาเป็นระยะเวลาอันช้านานมากกว่าชาติอื่นๆพวกเราเติบโตพร้อมทั้งเคล็ดลับ, แท็คติก แล้วก็จิตวิทยา รวมทั้งสั่งสมประสบการณ์ผ่านการแข่งขันชิงชัยในแต่ละเกม" เทคนิคของ หลิน ตันมีเท่านั้นเองจากคำพูดของเขา

หลิน ตันคว้าแทบทุกแชมป์ในระดับเยาวชนก่อนเทิร์นโปรในปี 2003 และก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับท็อปของจีน ซึ่งภายหลังจากขึ้นเป็นผู้เล่นอาชีพได้เพียงแค่ปีเดียว เขาก็ติดกลุ่มชาติจีนไปชิงชัยในศึกโอลิมปิกปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยสิ่งที่สโมสรแบดของจีนพินิจพิจารณาและก็คิดแผนไว้เป็น หลิน ตันต้องเป็นมือ 1 แล้วก็ความมุ่งหวังสูงสุดที่จะเอาเหรียญทองการแข่งขันชิงชัยตอนนั้น

แฟนคลับแบดคนจีนเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกันว่าถึงเวลาของ หลิน ตันแล้ว เพราะเหตุว่าก่อนหน้าการประลองในปีนั้น เขาสามารถครองแชมป์ชายผู้เดียวในรายการที่ดั้งเดิมที่สุดในโลกอย่าง ออล อิงแลนด์ ยิ่งไปกว่านี้ยังพาทีมจีนได้แชมป์ โธมัส คัพ ที่อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นรายการที่กลุ่มจีนไม่เคยสัมผัสแชมป์มาแล้วตรงเวลาถึง 14 ปี

แม้กระนั้นอย่างที่กล่าวเอาไว้ในข้างต้น การจะเป็นราชาของโลกไม่ใช่ง่าย ด้วยเหตุว่าก่อนจะไปสู่โอลิมปิก เขากำเนิดเจ็บในรายการ มาเลเซีย โอเพ่น รวมทั้งจำเป็นต้องพักรักษาตัวอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะผ่านฟิตนาทีท้ายที่สุดได้ไปชิงชัยในโอลิมปิกเป็นครั้งแรกของตน ซึ่งผลที่ออกมาตกต่ำเกินกว่าที่ผู้ใดกันแน่คาดไว้ เขาแพ้รวมทั้งไม่เข้ารอบแรกแบบช็อคแฟนคลับรวมทั้งตัวของเขาเองด้วยที่รู้สึกผิดหวังครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต

Spread the love
Tags : , , , , , , , , , ,
แสดงความคิดเห็น