สมัครบาคาร่า ts911

มองโกเลีย : นักขี่ม้าที่เก่งที่สุดในโลก

07/11/2019 ts911hklen 78 views

มองโกเลีย เป็นประเทศที่มีจุดเริ่มแรกจากเหล่าชนเผ่าตะลอนอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง พวกเขาเดินทางตลอดชาติ ย้ายไปทุกแห่ง จนกระทั่งชนเผ่า คิตัน ได้สถานที่ปนาวงศ์สกุลเหลียวขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ 10 และก็เบาๆสร้างดินแดนให้มั่นคง

มองโกเลีย

เมื่อปี 1206 เจงกิสข่าน ได้จัดตั้งอาณาจักรมองโกลขึ้นและก็ขยายอาณาจักรออกไปไม่หยุดยั้ง กระทั่งถือครองพื้นที่โดยมากของทวีปเอเชีย-ยุโรป นับเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ พวกเขาถูกโจษขานถึงว่าเป็นกองทัพนักสู้บนข้างหลังม้าที่โหดเหี้ยม โหดเหี้ยม แล้วก็มีฝีมือเยอะที่สุดเหมือนกัน

ในสมัยที่ เจงกิสข่าน ยิ่งใหญ่นั้น ชาวมองโกล ไม่ว่าจะยากดีมีจนกระทั่งเช่นไรทุกครอบครัวควรจะมีม้าอย่างต่ำ 1 ตัว เพราะเหตุว่าม้าจะเป็นสัตว์ที่พวกเขาใช้ประโยชน์ในกิจวัตรที่ทำเป็นประจำทุกวัน ทั้งยังการขนย้ายหรือการใช้ขี่ไปดูแล ต้อนฝูงแกะหรือปศุสัตว์ต่างๆ

เด็กๆทุกคนจึงควรฝึกฝนขี่ม้าตั้งแต่ 2-3 ขวบ พวกมองโกลจะมีอานม้าพิเศษสำหรับเด็ก แล้วก็โน่นเป็นจุดเริ่มที่ทำให้ดูเหมือนจะทุกคนมีความชำนิชำนาญเป็นอันมาก เมื่อเด็กๆกลุ่มนี้เติบโตขึ้น พวกเขาจะมิได้ถูกฝึกหัดให้ขี่ม้าเพียงอย่างเดียว แม้กระนั้นพวกเขาจะถูกสอนให้ทำสงคราม หรือยิงธนูจากบนข้างหลังม้าของพวกเขาเองอีกด้วย

ตลอดศตวรรษที่ เจงกิสข่าน และก็มองโกลออกทำศึกสงครามนั้น มีคำพูดตามหลังจากคนพ่ายแพ้แก่พวกเขาเสมอว่า กองทัพมองโกลเป็น "นักขี่ม้าจากแดนนรก" โดยว่ากันว่าในสมัยที่การเดินทางไปรบแสนยากลำเค็ญนั้น ชาวมองโกลกลับเดินทางได้มากถึงวันละ 80 ไมล์ (หรือ 128 กม.) อย่างยิ่งจริงๆ

แล้วก็ความยอดเยี่ยมนี้เองที่ทำให้กองทัพที่เกิดจากชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ตะลอน แถบทะเลทรายโกบีที่ขึ้นชื่อว่าทารุณไร้มนุษยธรรมแล้วก็ล้าหลัง สามารถรบชนะกองทัพของดินแดนที่อารยธรรมได้ไม่ยากตั้งแต่เหนือถึงใต้จาก ประเทศเกาหลี จีน ประเทศทิเบต รัสเซีย ถึงแว่นแคว้นอาร์เมเนีย

เว้นแต่ เจงกิสข่าน จะใช้ม้าเพื่อรบเเล้ว เขายังคงใช้ม้าเป็นราว "คนส่งจดหมาย" ด้วย เหตุเพราะในขณะนั้นขอบเขตการปกครองของมองโกลนั้นกว้างขวางมากมาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวก็เลยมีการตั้งสถานีส่งข้อความต่างๆโดยใช้ม้าเป็นตัวแพร่ขยายข่าวสารไปอย่างเร็วอีกด้วย

หากแม้ม้าจะเป็นสัตว์ที่ชาวมองโกลใช้สำหรับการปราบทวีปเอเชียเเล้ว ยังมีความลับอีกหัวข้อ กล่าวอีกนัยหนึ่งชาวมองโกลกับม้านั้นแทบเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกันในทุกกิจวัตรที่ทำทุกๆวันของชีวิต ตั้งแต่กำเนิดจนตราบเท่าพวกเขาตาย

ชาวมองโกล เลี้ยงม้าไม่เหมือนกับชาติในยุโรปมากมาย ตรงนี้ม้าไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ราคาสูงที่คนยากจนจะเอื้อมไม่ถึง ชาวมองโกลไม่นิยมให้ม้ารับประทานเมล็ดพืชต่างๆ, ฟาง หรืออะไรก็เเล้ว พวกเขาจะไม่จับม้าขังคอกเช่นเดียวกับพวกยุโรป แต่ว่าพวกเขาจะปลดปล่อยให้ม้าได้รับประทานต้นหญ้าจากที่ราบอันกว้างขวาง โดยมีความเห็นกันว่าธรรมชาตินั้นเป็นของกินที่เหมาะสมที่สุด และก็ที่สำคัญการเลี้ยงแบบธรรมชาติยังส่งผลให้พวกเขาไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากจนถึงเหลือเกินด้วย พวกเขามีความคิดที่ว่าม้าไม่ใช่สิ่งที่แสดงถึงฐานะ แม้กระนั้นเป็นสัตว์ที่จะต้องใช้ในชีวิตประจำวันมากยิ่งกว่า

แม้กระนั้นถึงแบบงั้นสิ่งที่ชาวมองโกลทำกับม้ามันลึกซึ้งเกินกว่าจะชี้แจงได้ มีนักเขียนแล้วก็นักท่องเที่ยวชาวเดนมาร์กชื่อ เฮนนิ่ง ฮาสลุนด์ เคยชี้แจงว่า ม้าของชาวมองโกลอย่างกับม้าป่า ที่ไม่ยินยอมให้คนใดกันแน่บังคับ แม้กระนั้นพวกมันเลือกจะเอาอย่างเอง

"มันเกิดเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากมาย ที่ชาวมองโกลสามารถเชื่อมต่อกับม้าของพวกเขาได้ เมื่อพวกเขากระโจนขึ้นข้างหลังม้า เมื่อนั้นพวกเขาจะแสดงสีหน้าท่าทางว่าสุขสบาย แต่ว่าในทางเดียวกันมันจะบอกให้เห็นถึงความแข็งแกร่งแล้วก็ความสง่าผ่าเผยของชาวมองโกลด้วย" ส่วนหนึ่งส่วนใดที่ ฮัสลุนด์ เขียนเอาไว้ในปี 1934

ถ้าจะย้อนไปไกลกว่านั้นก็มีหลักฐานการรับรองจากบันทึกการเดินทางของ จิโอวานนี่ เด คาร์ปินี บรรพชิตแผนกฟรังสิสกันแขกดูโกเลียในปี 1240 และก็บรรพชิตจากดินแดนไกลพบว่า "นี่เป็นเรื่องที่ไม่มีที่แห่งไหนในโลกอีกเเล้ว"

"ลูกๆของพวกเขาเริ่มขี่ม้าตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ พวกเขาจะได้เริ่มควบม้าและก็บังคับมัน เด็กๆเหล่านี้รวดเร็วแล้วก็กล้าหาญชาญชัย ถึงแม้ว่าจะเป็นเด็กหญิงก็ว่องไวไม่ได้แตกต่างกับเด็กชาย" นี่เป็นสิ่งที่ จิโอวานนี่ รับรอง

3 ขวบสำหรับสำหรับเริ่ม 4 ขวบในการบังคับ 6 ขวบสำหรับเพื่อการควบม้าเพื่อเเข่งขัน รวมทั้ง 10 ขวบเพื่อเป็นยอดเยี่ยมนักขี่ม้ารวมทั้งทำให้ม้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพวกเขา นี่เป็นวิถีที่เด็กๆชาวมองโกลถูกปลูกฝังมาแม้กระนั้นเด็ก แล้วก็มันบอกอะไรได้หลายประเภทว่าเพราะเหตุใดพวกเขาก็เลยยิ่งใหญ่จากการรบบนข้างหลังม้า

ยิ่งกว่านั้นคนขี่ม้าในประเทศมองโกเลียจำเป็นต้องศึกษาความต้องการสำหรับเพื่อการดูแลม้าด้วย เพราะว่าพวกเขามิได้ว่าจ้างผู้ที่มีความชำนาญจากข้างนอกมาฝึกการสอน รวมทั้งไม่มีสัตวเเพทย์ พวกเขาจะต้องดูแลเองทุกขั้นตอน และก็ทั้งหมดทุกอย่างที่พวกเขาทราบเกี่ยวกับม้าจะถูกถ่ายใส่มาจากรุ่นสู่รุ่น โดยแทบจะไม่มีองค์ประกอบจากหนังสือหรือหลักสูตรจากโลกด้านนอกเลย

สำหรับชาวมองโกลแล้ว ม้าเป็น "เกือบทุกสิ่ง" ของพวกเขา ไม่แปลกนักที่พวกเขาจะเคารพนับถือม้ามากกว่าในฐานะเพื่อนร่วมทางของพวกเขา นมของแม่ม้าเป็นสิ่งที่ชาวมองโกลมั่นใจว่าเป็นราวกับน้ำมนต์ นอกนั้นเมื่อใดก็ตามชาวมองโกลกินเหล้าตอนที่อยู่บนข้างหลังม้า พวกเขาจำเป็นต้องเทสุราใส่แผงคอของม้าซะก่อน เพราะเหตุว่าแผงคอของม้าเป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่ง

การ "ยกย่องม้า" สืบต่อมากันอปิ้งช้านาน บางครอบครัวนั้นจะมี "ม้าศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งเป็นม้าป่าที่จะผิดขี่ แม้กระนั้นจะถูกเก็บไว้เพื่อเป็นของเซ่นในโอกาสพิเศษแค่นั้น โดยพิธีการนี้ก็ตกทอดมาจากสมัยของ เจงกิสข่าน เหมือนกันเพราะเหตุว่าในวันที่ เจงกิสข่าน เสียชีวิตงานศพของเขามีม้าถูกบวงสรวงทั้งปวง 40 ตัว อย่างยิ่งจริงๆ

มองโกเลีย ปัจจุบันที่แทบไม่เปลี่ยนแปลง

มองโกเลีย

ทุกๆวันนี้โลกพัฒนาการไปไกล หลายความศรัทธาจากเผ่าต่างๆถูกลบล้างด้วยวิทยาศาสตร์และก็เลือนหายไป แต่ว่าสำหรับความเกี่ยวข้องระหว่าง ม้า และก็ ชาวมองโกล นั้นไม่มีเปลี่ยน

ตอนนี้ม้ายังคงเป็นลู่ทางแรกสำหรับเพื่อการขนส่งไม่ว่าจะทั้งคนแล้วก็ผลิตภัณฑ์ ว่ากันว่าพลเมืองม้าในดูโกเลียนั้นแม้เทียบกับปริมาณมวลชนในประเทศจะได้สัดส่วนเกือบจะ 1:1 อย่างยิ่งจริงๆ ซึ่งพูดได้ว่าตอนนี้มองดูโกเลียเป็นประเทศที่มีม้ามากกว่า 3 ล้านตัว

มองโกเลียยังคงรักษาวัฒนธรรมพระเพณีมาอย่างช้านาน ไม่เพียงแค่สามัญชนกว่า 3 ล้านคนจะใช้งานในชีวิตประจำวันแค่นั้น แม้กระนั้นม้ายังถูกใช้ในฐานะ "หัวหน้าท่องเที่ยว" สำหรับนักเดินทางที่มาเยี่ยมประเทศ ถ้าคุณทดลองได้มองข้อมูลในเน็ต จะเจอบว่าทริปขี่ม้าท่องเที่ยวเมืองมองโกลเป็นกิจกรรมที่นิยมอย่างยิ่งในทุกวันนี้

"เราชาวมองโกลนับถือม้า มันเป็นเพื่อนของพวกเรา ทั้งยังตอนกลางวันรวมทั้งยามค่ำคืน มันเป็นความสำราญแล้วก็ความภูมิใจของเหล่าคนเลี้ยงสัตว์ที่ดูโกเลีย พวกเรามั่นใจว่าพวกเราจะไม่มีอะไรเลยแม้ไม่มีซึ่งม้ากลุ่มนี้"

เมื่อความงดงามของประเทศแล้วก็เรื่องราวเกี่ยวกับคนแล้วก็ม้าทุกเล่าแบบปากต่อปาก ขณะนี้ มองโกเลีย มีงานเเข่งม้าที่แฟนม้าทั้งโลกฝันต้องการจะมาเยี่ยมสักหนึ่งครั้ง โดยมีชื่องานว่า "มองโกล ดาร์บี" ที่จัดขึ้นคราวแรกในปี 2009

"มองโกล ดาร์บี" ไม่ใช่การแข่งม้าแบบธรรมดาทั่วๆไป แม้กระนั้นเป็นการแข่งขันที่โหดเหี้ยมเยอะที่สุดอันดับแรก นักแข่งขันจำเป็นต้องอยู่บนข้างหลังม้าและก็ขี่ม้าผ่านทางม้านำสารในสมัยก่อนของมองโกล รวมระยะทาง 1,000 กิโล

ทอม มอร์แกน เป็นผู้จัดตั้งการแข่งขันชิงชัย มองโกล ดาร์บี เขาเล่าให้กับ BBC ฟังว่า ได้แรงผลักดันมาจากม้านำสารในอดีตกาลของ เจงกิสข่าน แล้วก็เปิดเผยถึงสิ่งที่มันเกี่ยวพันกับความเลื่อมใสของชาวมองโกเลียเป็น ไม่ว่าจะเป็นการขี่ม้าไปรบ หรือขี่ม้านำสาร สิ่งจำเป็นที่สุดเป็น "คนกับม้า" ควรจะเป็นหนึ่งเดียวกัน

"ผู้ที่ดูแลม้าดียิ่งกว่า มักทำผลงานได้ดียิ่งไปกว่าผู้ที่มุ่งแม้กระนั้นจะเอาชนะ ม้าบางตัวก็ฮึกเหิมกว่าตัวอื่น รวมทั้งผมมีความรู้สึกว่า อารมณ์ของผู้ขี่ กับอารมณ์ของม้าควรจะไปทางเดียวกันด้วย" ทอม มอร์แกน กล่าว

เรื่องราวทั้งผองบอกให้เห็นอย่างเป็นเหตุได้ผลสำเร็จว่าเพราะเหตุไร "มองโกล" ก็เลยเป็นเชื้อสายที่ควบคุมม้าหรือขี่ม้าได้เก่งที่สุดในโลก ในทุกขั้นตอนของการเลี้ยงเกือบจะปลดปล่อยตามธรรมชาติไม่มีการบังคับตี ยิ่งกว่านั้นเมื่อม้ายินยอมให้พวกเขาขี่แล้ว พวกเขายังมองดูมันในฐานะเพื่อนพ้อง ไม่ใช่ยานพาหนะที่จะพาพวกเขาไปไหนก็ได้ดังที่พวกเขาอยาก แล้วก็สิ่งจำเป็นที่สุดเป็นความสามารถพิเศษที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นโน่นเป็นการ "รู้กันกับม้า" แม้ว่าจะกล่าวกันคนละภาษก็ตาม

ไม่ว่าจะทำสงคราม, ส่งสินค้า, หาม หรือ ท่องเที่ยว พวกเขาก็ทำเป็นอย่างดีเยี่ยมทั้งหมด จะต้องสารภาพว่าชาวมองโกลเป็นมนุษย์กรุ๊ปที่เกิดมาเพื่ออยู่กับม้า อย่างแท้จริง

แม้คุณพึงพอใจเรื่องของขี่ม้ามากยิ่งขึ้นแล้ว อย่าลืมติดตาม ชิงชัยกีฬาขี่ม้ารายการ Princess’ s Cup Thailand 2019 ภายใต้คำขวัญ “Keep Working, Riding Happy with 2 Hearts, Feeling for Feeling” ณ สนามกีฬาขี่ม้า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาท่าน สนามเป้า กรุงเทพมหานครระหว่างวันที่ 19 - 24 เดือนพฤศจิกายนนี้ แล้วก็การประลองขี่ม้าชิงชนะเลิศทวีปเอเชีย หรือ FEI Asian Championship 2019 ที่พัทยา, จังหวัดชลบุรี วันที่ 1 - 8 เดือนธันวาคมนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดแจงชิงชัยระดับทวีปเอเชีย ที่ได้รับการยืนยันจากสมาพันธ์ขี่ม้านานาประเทศ หรือ FEI ด้วย

TS911 สมัครวันนี้ รับฟรี!!! ทันที 15% สูงสุดที่ 1,500 บาท บาคาร่า สล็อต รูเล็ต ไพ่เสือ-มังกร แทงขั้นต่ำเพียง 10 บาท เท่านั้น!!!

Spread the love
Tags : , , , ,
แสดงความคิดเห็น